Hey there! Thanks for dropping by Theme Preview! Take a look around
and grab the RSS feed to stay updated. See you around!

Category : สุขภาพ

ส่งท้ายสัปดาห์สุขภาพ ‘เลือด’ ด้วยเครื่องดื่มจากส่วนผสมของสตรอว์เบอร์รี่ กล้วยหอม กีวี และสาหร่ายสไปรูลินา ที่ช่วยบำรุงและทำความสะอาดเลือด พร้อมทั้งเสริมประสิทธิภาพในการลำเลียงออกซิเจนของเม็ดเลือด

ประโยชน์ของ สตรอว์เบอร์รี่ ดีต่อเลือด เพราะอุดมไปด้วยแคลเซียม คลอรีน โซเดียม กำมะถัน แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินซี กรดโฟลิก และไบโอติน แถมยังสามารถช่วยแก้กระหาย เมาค้าง ล้างพิษ บำรุงผิวพรรณ เสริมประสิทธิภาพของระบบขับถ่าย แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง แก้ไอ และขับปัสสาวะ

สำหรับ กล้วยหอม มีธาตุเหล็กที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮีโมโกลบิน แก้ปัญหาเลือดจาง ทั้งยังอุดมไปด้วยเกลือโพแทสเซียมเหลือง สามารถลดความเสี่ยงการเกิดความดันในเลือดได้ ขณะที่ กีวี มีสารอาหารที่ใกล้เคียงกับสตรอว์เบอร์รี่ แต่จะมีเบตาแคโรทีนเพิ่มเข้ามาเพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ไม่ทำให้เป็นหวัดง่าย

ส่วน สาหร่ายสไปรูลินา มีคลอโรฟีลล์ ช่วยเร่งกระบวนการชะล้างสารพิษและของเสียในตับ กระแสเลือด และลำไส้ให้เร็วขึ้น ทำให้ฮีโมโกลบินสามารถลำเลียงออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนการปรุงดื่ม แนะนำให้เตรียมส่วนผสมตามสัดส่วนดังต่อไปนี้…

* สตรอว์เบอร์รี่ 2 ถ้วย
* กล้วยหอม 1 ถ้วย
* กีวี 1 ถ้วย
* สาหร่ายสไปรูลินา พอประมาณ

ขั้นตอนผสมเครื่องดื่ม

เริ่มที่นำสตรอว์เบอร์รี่ไปหั่นพอหยาบ กีวีให้ปอกเปลือกแล้วหั่นแนวขวาง จากนั้นนำส่วนผสมทั้งสองชนิดไปสกัดเอาเฉพาะน้ำ ส่วนกล้วยเมื่อปอกเปลือกแล้วให้ฝานเป็นแว่นๆ นำไปปั่นรวมกับน้ำสตรอว์เบอร์รี่และกีวีด้วยเครื่องปั่น แล้วจึงเติมสาหร่ายสไปรูลินาพร้อมน้ำแข็งป่นพอประมาณก่อนนำส่วนผสมทั้งหมดไป ปั่นรวมกันจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันเป็นอันเรียบร้อย ดื่มได้ทันที

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ 80 สูตรน้ำผัก-ผลไม้ เพื่อการล้างพิษและฟื้นฟูสุขภาพ

ที่มา : women.sanook.com

การชอปปิ้งช่วยใหู้ผู้หญิงเผาผลาญพลังงานได้เกือบ 48,000 แคลอรี่ต่อปี หรือการกินอาหารรวม 25 วัน

งาน วิจัยพบข้ออ้างใหม่ถูกใจสาวนักชอป… ระบุการเดินซื้อของในแต่ละสัปดาห์ ช่วยเผาผลาญพลังงานได้เฉลี่ยถึง 385 แคลอรี่ หรือเท่ากับแคร์รอทเค้ก 1 ชิ้น หรือไวน์แก้วใหญ่ 2 แก้ว

ตลอดทั้งปี ผู้หญิงจะเดินหาซื้อของลดราคารวมแล้ว 247 กิโลเมตรหรือพอๆ กับระยะทางจากกรุงลอนดอนไปนอตติ้งแฮม ซึ่งกว่าครึ่ง ของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,000 คน ที่เป็นสาวนักชอปจากเมืองผู้ดี บอกว่า “การเดินซื้อของเหนื่อยกว่าการออกกำลังกายในฟิตเนส”

ผล สำรวจที่ดีเบนแฮมส์ ห้างสรรพสินค้าดังในอังกฤษ จัดทำขึ้นยังพบว่า… ในแต่ละสัปดาห์ ผู้หญิงใช้เวลาเฉลี่ย 2.5 ชั่วโมง และระยะทาง 4.7 กิโลเมตรในการเดินห้าง เมื่อเทียบกับผู้ชายที่ใช้เวลาเฉลี่ยแค่ 50 นาที และระยะทางในการเดินเพียง 2.4 กิโลเมตรเท่านั้น


นอก จากนี้ ยังพบว่าทุกครั้งที่ออกไปชอปปิ้ง ผู้หญิงจะเดิน 7,305 ก้าว หรือเกือบ 3 ใน 4 ของระยะทางที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของอังกฤษแนะนำให้เดินในแต่ละวัน

นัก วิจัยคำนวณว่าการชอปปิ้ง 3 ชั่วโมงช่วยเผาผลาญพลังงาน 495 แคลอรี่ที่ได้ จากบิ๊กแมค 1 ชิ้น, ชอปปิ้ง 2 ชั่วโมงเผาผลาญพลังงาน 283 แคลอรี่ หรือเท่ากับกาแฟลาเต้ 1 แก้ว

กลุ่มสำรวจ 1 ใน 3 บอกว่าชอปปิ้ง ‘จริงจัง’ สัปดาห์ละครั้ง ขณะที่ 8 ใน 10 ยอมรับว่าใช้เวลาและเดินทนขึ้นเมื่อไปชอปกับเพื่อน ระหว่างนั้นยังแวะกินอาหารกลางวันหรือดื่มกาแฟด้วย แต่ 45% บอกว่าเดินชอปจนหมดแรงโดยไม่นั่งพักเลย

ในการสำรวจอีกชิ้น ผู้เชี่ยวชาญได้คำนวณว่า ผู้หญิงเผาผลาญพลังงาน 5 แคลอรี่ในทุกๆ 1 นาที ที่เดินดูของ หรือเกือบ 48,000 แคลอรี่ต่อปี หรือเท่ากับปริมาณการบริโภคอาหารที่แนะนำไว้วันละ 1,940 แคลอรี่ 25 วัน

ผลศึกษายังแสดงให้เห็นว่า แต่ละเดือน ผู้หญิงเดินชอปปิ้งตามห้าง ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าใกล้บ้าน 11 ครั้ง รวมเวลาที่ใช้ไปทั้งสิ้นราว 13 ชั่วโมง

ผู้หญิง 2 ใน 3 จากกลุ่มสำรวจทั้งหมด 3,000 คนในโพลล์ของสกินนี คาว ผู้ผลิตของหวานไขมันต่ำ ไม่ชอบเดินทอดน่องละเลียดดูของ แต่จะรีบหาทุกอย่างที่ต้องการอย่างเร็วที่สุด เท่าที่ทำได้…

ที่มา : women.sanook.com

สสช.เผย ผลสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์หญิงไทยในปี 2552 พบสาว กทม. ละเลยการตรวจสุขภาพตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเต้านม มะเร็งปากมดลูก น้อยกว่าภาคอื่นๆ เหตุชีวิตเร่งรีบ หน้าที่การงานรัดตัว

นางจีรา วรรณ บุญเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยว่า สสช.และกรมอนามัยร่วมสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์หญิงไทย ประจำปี 2552 พบว่าผู้หญิงในเขตเทศบาลแต่งงานช้ากว่าผู้หญิงที่อยู่นอกเขตเทศบาล ส่วนการตรวจหาก้อนที่เต้านมของหญิงอายุ 30- 59 ปี ในรอบปีที่ผ่านมามีเพียงร้อยละ 58.1 ซึ่งเป็นการตรวจด้วยตนเองร้อยละ 23.6 ตรวจโดยบุคลากรสาธารณสุขร้อยละ 20.3 และตรวจด้วยตนเองและบุคลากรสาธารณสุข ร้อยละ 14.2 เมื่อพิจารณาจำแนกตามเขตการปกครองและภาค พบว่า หญิงที่อาศัยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเคยตรวจหาก้อนที่เต้านมใน รอบปีที่ผ่านมาสูงกว่าภาคอื่นๆ คือร้อยละ 64.9 และ 63.3 ตามลำดับ ส่วนภาคที่เคยตรวจน้อยที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 47.4

ด้านการ ตรวจมะเร็งปากมดลูก หญิงอายุ 30 – 59 ปี ที่เคยตรวจมะเร็งปากมดลูกในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามี ร้อยละ 60.2 หญิงที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนที่เคยตรวจต่ำสุด ร้อยละ 44.4 ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนใกล้เคียงกันและสูงกว่าภาคอื่นๆ คือร้อยละ 69.0 และ 67.3 ตามลำดับ ทั้งนี้อาจเนื่องจากการรณรงค์ในการตรวจมะเร็งระบบสืบพันธุ์ผ่านทางอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และสถานพยาบาลในพื้นที่นอกเขตเทศบาล สามารถเข้าถึงครัวเรือนหรือกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าในเขตเทศบาล โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ผู้หญิงมีการทำงานหรือดำเนินชีวิตอยู่นอกครัวเรือนและเร่งรีบ โอกาสในการเข้าถึงบริการตรวจมะเร็งระบบสืบพันธุ์โดยบุคลากรสาธารณสุข มีน้อยกว่าหญิงที่อยู่ในภาคอื่น

ที่มา : women.sanook.com